1296 สร้างเชียงใหม่ 12 เมษายน ตีสี่
306 ขั้นบันไดนาคดอยสุเทพ
82 m เจดีย์หลวงก่อนปี 2088
60 พระพุทธรูปในซุ้มวัดกู่กุด
7 เทียนบนสัตตภัณฑ์
12 พระธาตุประจำปีเกิด
ล้านนาคืออาณาจักรเก่าทางเหนือ พญามังรายยึดหริภุญชัยได้ แล้วสร้างเชียงใหม่ในปี 1839 วัดล้านนาเตี้ยและกว้าง สร้างด้วยไม้สัก อิฐ และปูน หลังคาซ้อนชั้น ปิดทอง ประดับกระจก มีนาคเฝ้า หน้านี้วาดทีละส่วน ให้เห็นชื่อของแต่ละส่วนไปพร้อมกับภาพ
วัดกู่เต้า เชียงใหม่
นาคเลื้อยลงทุกขอบหลังคา Photo Dharma · CC BY 2.0
ปั้นนาค
เลือกจำนวนเศียร ลอนของลำตัว ท่าสะดุ้ง และสิ่งที่ประดับตัว แตะที่น้ำแล้วฝนจะตก
จำนวนเศียร
ลอนของลำตัว
สะดุ้ง
หงอน
ปิดทอง ประดับกระจก ปูนปั้นขาว สีรุ้ง
ป้านลมคือไม้ที่ปิดริมหลังคาด้านจั่วทั้งสองข้าง กันลมตีเครื่องมุง ป้านลมล้านนาแบบเก่าเป็นไม้กระดานเรียบตรงปิดหัวแป บนป้านลมคือลำยอง ชุดเครื่องประดับที่แกะไว้ มีช่อฟ้าบนยอด ใบระกาเป็นครีบเรียงไป นาคสะดุ้งเป็นตัวนาคทอดลงมาสองข้าง และหางหงส์ที่ปลาย ซึ่งล้านนามักทำเป็นหัวนาค
หน้าจั่วล้านนาไม่ได้มีครบทุกส่วน โบสถ์วัดพระสิงห์มีลำยองเรียบเป็นลอน ไม่มีใบระกา และหางหงส์เป็นเพียงลายกนก ส่วนวิหารลายคำข้าง ๆ ปลายเป็นหัวนาคต่อกับช่อฟ้าปากนก
นาคล้านนายุคแรกที่มีบันทึกเป็นนาคห้าเศียรสวมมงกุฎ ราว พ.ศ. 2001–2200 ที่วัดเจดีย์หลวง วัดสวนดอก และวัดอุโมงค์ ต่อมานาคล้านนามีเศียรเดียวคอยาว มีงวง เขากวาง และปีกนก เรียกว่า ตัวลวง ราวบันไดนาคล้านนาในสี่ร้อยปีหลังราว 95 เปอร์เซ็นต์เป็นแบบนี้
นาคให้น้ำ
ประกาศสงกรานต์ทุกปีบอกว่า ปีนี้นาคให้น้ำกี่ตัว ตั้งแต่ 1 ถึง 7 ตัว นับกลับกับที่คิด นาคตัวเดียวฝนดี เจ็ดตัวแล้ง เพราะนาคต่างเกี่ยงกัน อมน้ำไว้ในท้อง ลองเลือกจำนวน
1 2 3 4 5 6 7
นาคออกจากปากมกร
ที่เชิงบันไดวัดล้านนาหลายแห่ง มกรอ้าปาก แล้วนาคชูเศียรออกมาจากปากนั้น ลำตัวนาคเป็นราวบันไดยาวไปจนสุด เลื่อนหน้าจอหรือเลื่อนแถบ นาคจะค่อย ๆ ออกมา
ออกจากปาก
คนล้านนาไม่เรียกว่า มกรคายนาค แต่เรียกคู่นี้ว่า ฮุ้งก้าบนาค คือรุ้งคาบนาค และถือว่านาคที่ราวบันไดเป็นสะพานสายรุ้งระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ ตัวอย่างล้านนาเก่าที่สุดที่เหลืออยู่คือบันไดขึ้นเจดีย์วัดเจดีย์หลวง ราวบันไดที่เก่ากว่าที่เวียงกุมกามจบด้วยปลายกรวยเรียบ เรียกว่า หางวัน
บันไดดอยสุเทพนับได้ 306 ขั้นตามที่มาของไทย อีกที่มานับ 309 ขั้น ราวนาคสองข้างสร้างปี 2090 โดยพระมหาญาณมงคลโพธิ์ บางวัดเก่าทำราวสองข้างไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งมีเกล็ด อีกข้างเรียบ หมายถึงความรู้กับความไม่รู้ เช่นที่วัดพระธาตุลำปางหลวง
มกรคายนาค ทุกเกล็ดปิดทอง · Photo Dharma · CC BY 2.0 นาคออกจากปากมกรตามราวบันได · Takeaway · CC BY-SA 3.0 ราวนาคแขวนกระดิ่ง ปลายราวมีสิงห์เฝ้า · NaN Peacock · CC BY 4.0 นาคปูนปั้นชูเศียรข้างบันไดเจดีย์อิฐ · Adam Jones · CC BY-SA 2.0 บันไดระหว่างนาคสองตัว ขึ้นไปสู่ซุ้มประตู · ErwinMeier · CC BY-SA 4.0 สิงห์หินบนแท่น · Jakub Hałun · CC BY-SA 4.0
ตำนาน
สามเรื่องเล่าเบื้องหลังสิ่งที่แกะสลักไว้ วาดเป็นละครเล็ก ๆ แตะปุ่มใต้ภาพแต่ละเรื่อง เรื่องเต็มอยู่ด้านล่าง พร้อมที่มา
เมืองล่ม: เวียงหนองล่ม
งานเลี้ยง
พญานาคมุจลินท์แผ่พังพาน
พายุ
ช้างขึ้นดอยสุเทพ
ปล่อยช้าง
พญานาคมุจลินท์แผ่พังพานปกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไทรของคนเลี้ยงแพะครบเจ็ดวัน แล้วท่านก็ลุกไปนั่งที่ต้นมุจลินท์ ที่นั่นท่านนั่งขัดสมาธิอีกเจ็ดวัน ไม่ขยับเลย
อ่านต่อ แล้วอากาศก็เปลี่ยน พายุนอกฤดูพัดมา ฝนตกติดกันเจ็ดวัน ลมหนาว เมฆครึ้ม พายุนั้นถล่มลงมาที่พระพุทธเจ้าผู้นั่งอยู่ใต้ต้นไม้
พญานาคมุจลินท์อยู่ในที่อยู่ของตัวเอง รู้ว่าพายุมา เขาออกมา เอาตัวพันรอบพระพุทธเจ้าเจ็ดรอบ แล้วแผ่พังพานใหญ่คลุมเหนือพระเศียร พระวินัยเล่าว่า เขาคิดว่าขอให้ท่านไม่ร้อนไม่หนาว ไม่ถูกเหลือบถูกยุงรบกวน ไม่ถูกลมถูกแดดแผดเผา และไม่ถูกสัตว์เลื้อยคลานมาทำอันตราย
เจ็ดวันนั้นพระพุทธเจ้านั่งอยู่ในวงขนดของนาค และนาคก็ชูพังพานคลุมไว้ตลอด
พอเห็นว่าฟ้าโปร่งแล้ว มุจลินท์ก็คลายตัวออก เขาแปลงเป็นพราหมณ์หนุ่ม ยืนตรงหน้าพระพุทธเจ้า ประนมมือไหว้ พระพุทธเจ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงตรัสคาถาสั้น ๆ ว่า ความสงัดเป็นสุขของคนที่พอใจในสิ่งที่มี และความเมตตาไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายก็เป็นสุขเหมือนกัน
ช่างล้านนาและช่างไทยปั้นภาพนี้เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก คือพระนั่งบนขนดนาคและมีพังพานกางอยู่ข้างบน ในวิกิพีเดียภาษาไทย มีข้อความอ้างตำราไทยโบราณที่เล่าว่า พังพานนาคเป็นเพดานปิดคลุมเหนือพระพุทธเจ้า แล้วสันนิษฐานว่านี่อาจเป็นที่มาของรูปวิหาร แต่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน
ที่มา: suttacentral.net · dictionary.orst.go.th · th.wikipedia.org
นาคที่ขอบวช และที่มาของคำว่า นาค มีนาคตนหนึ่งเบื่อการเกิดเป็นนาค เขาคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากชีวิตนี้ และได้เกิดเป็นมนุษย์เร็ว ๆ เขาเคยเห็นพระของพระพุทธเจ้า พระเหล่านั้นประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล ถ้าเขาเข้าไปบวชด้วย อาจพ้นจากร่างงูได้
อ่านต่อ เขาจึงแปลงเป็นพราหมณ์หนุ่ม ไปหาพระและขอบวช พระท่านก็บวชให้ทั้งบรรพชาและอุปสมบท
ต่อมาไม่นาน เขาไปพักในที่สงัดกับพระรูปหนึ่ง เช้ามืดวันหนึ่ง พระรูปนั้นออกไปเดินจงกรมข้างนอก นาคอยู่คนเดียว ก็ผ่อนคลายแล้วหลับไป ตอนหลับ เขากลับเป็นร่างนาคโดยไม่รู้ตัว ขนดของเขาเต็มห้อง ล้นออกไปทางหน้าต่าง
พระรูปนั้นกลับมา เปิดประตู เห็นงูใหญ่เต็มกุฏิ ตกใจร้องลั่น พระรูปอื่นวิ่งมาดู เสียงดังทำให้นาคตื่น เขาลุกขึ้นนั่งบนที่นั่ง เมื่อถูกถามว่าเป็นใคร เขาตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นนาค"
พระไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสกับนาคว่า นาคไม่อาจเจริญในทางนี้ได้ ให้ไปรักษาอุโบสถศีลตามวันพระในเดือนเถิด แล้วจะพ้นจากการเป็นนาคและได้เกิดเป็นมนุษย์เร็ว ๆ นาคร้องไห้แล้วจากไป
จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ห้ามให้สัตว์เดรัจฉานอุปสมบท และในคำถามที่ถามผู้ขอบวช พระวินัยมีข้อว่า "มนุสฺโสสิ" คือ "เธอเป็นมนุษย์หรือ"
เรื่องในพระวินัยจบแค่นี้ ส่วนเรื่องเล่าตามประเพณีไทยมีตอนจบเพิ่มว่า พญานาคอ้อนวอนว่า เมื่อนาคบวชไม่ได้แล้ว ขอให้ผู้ที่เตรียมจะบวชถูกเรียกว่า "นาค" แทน นี่คือเหตุผลที่คนไทยมักใช้อธิบายว่าทำไมผู้จะบวชจึงเรียกว่านาค และทำไมต้องมีการขานนาคด้วยคำถามบาลีข้อนั้น แต่เป็นประเพณีของอุษาคเนย์ ไม่มีในพระวินัย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายคำว่า นาค ไว้อีกทางหนึ่ง คือเป็นคำบาลีสันสกฤตแปลว่า ผู้ประเสริฐ ผู้ไม่ทำบาป และเป็นคำเรียกคนที่ไปอยู่วัดเตรียมจะบวชด้วย
ที่มา: suttacentral.net · suttacentral.net · thestandard.co · dictionary.orst.go.th
พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ทางบันไดสามสาย ในพรรษาที่เจ็ดหลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สามเดือน พระมารดาของท่านไปเกิดเป็นเทพบุตรบนชั้นดุสิต ลงมาฟังธรรมที่ชั้นดาวดึงส์ ท่านจึงเทศน์พระอภิธรรมให้ท่านฟัง ส่วนคนข้างล่างก็ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าตลอดเวลานั้น
อ่านต่อ พอออกพรรษา คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ท่านเสด็จลงที่เมืองสังกัสสะ พระอินทร์เนรมิตบันไดให้สามสาย หัวบันไดพาดอยู่บนยอดเขาสิเนรุ เชิงบันไดอยู่ที่ประตูเมืองสังกัสสะ สายหนึ่งเป็นทอง สายหนึ่งเป็นแก้วมณี สายหนึ่งเป็นเงิน พระพุทธเจ้าทรงเดินลงทางบันไดแก้ว พวกเทวดาลงทางบันไดทอง และพวกพรหมลงทางบันไดเงิน
ตอนที่ท่านเสด็จลงมา โลกทั้งสามเปิดถึงกัน สวรรค์ มนุษย์ และนรกมองเห็นกันหมด เทวดาเห็นคน คนเห็นเทวดา สัตว์นรกก็เห็นทั้งคนทั้งเทวดา พระพุทธเจ้าทรงเปล่งรัศมีหกสีขณะเสด็จลง
เช้าวันรุ่งขึ้น คือแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวเมืองพากันเอาอาหารมาใส่บาตร เพราะไม่ได้เห็นท่านมาสามเดือนแล้ว นี่คือที่มาของประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งมาจากคำว่า เทโวโรหณะ แปลว่า การลงจากเทวโลก
นักวิชาการที่ศึกษาศิลปะล้านนาบอกว่า นาคที่ราวบันไดมักถูกอ่านว่าเป็นสะพานสายรุ้งเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ และชาวล้านนาเรียกมกรกับนาคที่คาบกันว่า "ฮุ้งก้าบนาค" คือรุ้งคาบนาค แหล่งข้อมูลอ่านนาคว่าเป็นสะพานเชื่อมสองโลก แต่ไม่ได้บอกว่าบันไดวัดสร้างเลียนแบบบันไดที่เมืองสังกัสสะ
ที่มา: th.wikipedia.org · en.wikipedia.org · so06.tci-thaijo.org · today.line.me
เจ้าสิงหนติ พญานาคพันธุ และปลาไหลเผือกเมืองโยนก เจ้าสิงหนติพาผู้คนอพยพลงมาทางใต้จากเมืองของพระบิดา เพื่อหาที่ตั้งเมือง แถบดอยตุงมีชาวลัวะอาศัยอยู่ ใกล้แม่น้ำโขง เจ้าชายพบชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ดูเหมือนพราหมณ์ ที่จริงคือพญานาคพันธุนาคราชแปลงกายมา และชี้ให้เจ้าชายสร้างเมืองตรงนั้น
อ่านต่อ แล้วพญานาคก็กลับเป็นนาค ขุดคูเมืองให้ด้วยตัวเอง เจ้าชายเอาชื่อของท่านรวมกับชื่อนาค ตั้งชื่อเมืองว่า นาคพันธุสิงหนตินคร กษัตริย์วงศ์นี้ปกครองเมืองโยนกสืบกันมาหลายชั่วคน และพระพุทธศาสนาก็มาถึงแดนเหนือในยุคนั้น
ถึงสมัยกษัตริย์องค์สุดท้าย คือพระเจ้ามหาไชยชนะ ชาวเมืองจับปลาไหลเผือกตัวมหึมาได้ในแม่น้ำกก แล้วหามเข้าเมือง แล่แบ่งกันกินทั่วเมือง มีแต่หญิงม่ายแก่คนหนึ่งที่ไม่ได้กิน เพราะนางไม่มีลูกหลานและไม่มีญาติ ไม่มีใครแบ่งให้
คืนนั้นแผ่นดินไหว เมืองทั้งเมืองแตกทลายลงเป็นน้ำ เหลือแต่บริเวณบ้านของหญิงม่ายที่ยังพ้นน้ำอยู่ ที่นั่นจึงเรียกว่า เกาะแม่หม้าย และน้ำนั้นกลายเป็นหนองใหญ่ที่เรียกว่า เวียงหนองหล่ม ผู้รอดชีวิตย้ายไปสร้างเมืองใหม่ ชื่อ เวียงปรึกษา
บางคนตีความว่า ปลาไหลเผือกเป็นตัวแทนของนาค เมืองจึงล่มเพราะกินสิ่งที่เป็นของพญานาคเอง นักวิชาการบางคนคิดว่าเบื้องหลังเรื่องนี้อาจเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ใบลานเขียนชื่อเจ้าชายว่า สิงหนติ ไม่ใช่ สิงหนวัติ และศักราชในตำนานก็ขัดกัน จึงเชื่อปีที่ตำนานบอกไม่ได้
ที่มา: th.wikipedia.org · folktales.sac.or.th · chiangraifocus.com · komchadluek.net
ช้างที่ขึ้นดอยสุเทพ พระบรมสารีริกธาตุองค์หนึ่งมาถึงเมืองเชียงใหม่พร้อมพระสุมนเถระ เมื่อมาถึง พระธาตุแสดงปาฏิหาริย์แยกออกเป็นสององค์ องค์หนึ่งไปประดิษฐานที่วัดสวนดอก พญากือนากับพระสุมนเถระนำอีกองค์ขึ้นตั้งในสัปคับบนหลังช้างมงคล แล้วปล่อยให้ช้างเลือกที่ประดิษฐานเอง
อ่านต่อ ช้างเดินออกจากประตูหัวเวียง ขึ้นดอยไป เดินไปได้ครึ่งทางก็หยุดพัก พญากือนากับพระเถระอาราธนาให้ไปต่อ ดอยลูกนั้นจึงได้ชื่อว่าดอยหมากขนุน ช้างเดินต่อไปถึงที่ราบสวยแห่งหนึ่ง ทั้งสองคิดจะประดิษฐานที่นั่น แต่ช้างยังเดินต่อ ที่นั่นจึงได้ชื่อว่าสนามยอดดอยงาม
พอขึ้นถึงยอดดอยสุเทพ ช้างร้องแส่นสะเทือนสามครั้ง เดินเวียนรอบสามรอบ แล้วคุกเข่าลง พญากือนาให้อัญเชิญพระธาตุลงจากหลังช้าง ช้างก็ล้มลง พระองค์ให้ขุดหลุมลึกสามศอก เอาแท่นหินใหญ่เจ็ดแท่นมาวางเป็นรูปหีบ อัญเชิญพระธาตุลงไว้ ถมด้วยหิน แล้วก่อเจดีย์สูงห้าวาครอบไว้
ที่เล่าเป็นภาษาอังกฤษบอกว่าเป็นช้างเผือก แต่ข้อความภาษาไทยเขียนว่าช้างมงคล ไม่ได้บอกสี ข้อความเดียวกันบอกว่า นี่คือเหตุผลที่ห้ามสวมรองเท้าในบริเวณพระธาตุ และไม่ให้ผู้หญิงเข้าบริเวณนั้น
บันไดนาคยาวขึ้นไปสู่วัดสร้างทีหลัง วิกิพีเดียภาษาไทยบอกว่ามี 306 ขั้น และระบุว่าราวบันไดนาคหลวงทั้งสองข้างสร้างใน ค.ศ. 1547 (พ.ศ. 2090) โดยพระมหาญาณมงคลโพธิ์ ส่วนวิกิพีเดียภาษาอังกฤษนับได้ 309 ขั้น ถนนขึ้นดอยครูบาศรีวิชัยสร้างใน ค.ศ. 1934–1935 (พ.ศ. 2477–2478)
ที่มา: th.wikipedia.org · en.wikipedia.org
ฟ้าผ่าเจดีย์วัดป่าเยี้ย พบพระแก้วมรกต วัดป่าเยี้ยที่เชียงรายตั้งอยู่ในป่าไผ่เหลือง ในปี ค.ศ. 1434 (พ.ศ. 1977) ฟ้าผ่าลงที่เจดีย์แปดเหลี่ยมของวัด เจดีย์แตกออก
อ่านต่อ ข้างในเจดีย์ที่แตกนั้น ผู้คนพบพระพุทธรูปองค์หนึ่งพอกด้วยปูน แล้วนำไปไว้ที่กุฏิของเจ้าอาวาส
อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าอาวาสสังเกตเห็นว่าปูนที่จมูกพระร่อนหลุดออกไปนิดหนึ่ง ข้างใต้มีสีเขียวโผล่ออกมา ท่านจึงเริ่มแกะปูนออก แกะไปทีละชิ้น ในที่สุดก็เห็นว่าข้างในเป็นพระพุทธรูปแกะจากหินสีเขียวทั้งองค์
คนไทยเรียกว่า พระแก้วมรกต คำว่า มรกต ที่นี่แปลแค่ว่าสีเขียว วัดจึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระแก้ว และใช้ชื่อนี้มาจนถึงทุกวันนี้
พระแก้วไม่ได้อยู่เชียงรายตลอด ตามตำนานท่านไปลำปางตั้งแต่ ค.ศ. 1436 ไปเชียงใหม่ใน ค.ศ. 1468 และประดิษฐานในซุ้มด้านตะวันออกของเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวง จากนั้นกลางศตวรรษที่ 1500 (แหล่งข้อมูลบอกปีต่างกัน ตั้งแต่ ค.ศ. 1547 ถึง 1553) ก็ไปหลวงพระบางและเวียงจันทน์ ใน ค.ศ. 1778 แม่ทัพของพระเจ้าตากสินเชิญกลับมาจากเวียงจันทน์ และอัญเชิญเข้าประดิษฐานที่วัดในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1784
ตำนานเก่าในคัมภีร์บาลีรัตนพิมพวงศ์เล่าว่า พระแก้วเป็นฝีมือเทวดา สร้างถวายพระนาคเสนที่อินเดีย ปีตั้งแต่การพบที่เชียงรายเป็นต้นมาถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ ส่วนปีก่อนหน้านั้นเป็นตำนาน
ที่มา: en.wikipedia.org · en.wikipedia.org
ตัวมอม พาหนะของเทพแห่งฝนผู้เฝ้าวัด ในล้านนา มอมคือสัตว์แปลก ๆ ที่หน้าตาคล้ายสิงห์ เฝ้าอยู่หน้าวิหารและศาสนสถาน และปรากฏบนลายปิดทอง บางตัวคล้ายราชสีห์ บางตัวคล้ายหมาปักกิ่ง บางตัวผิวเหมือนตุ๊กแกและหางเป็นปลาโลมา ตัวมอมไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวกับมกร แต่คนที่ไปเที่ยววัดมักเข้าใจสลับกัน
อ่านต่อ ตำนานทางเหนือเล่าว่า ปัชชุนนะเทวบุตรเป็นเจ้าแห่งเมฆและฝน อยู่สวรรค์ชั้นต่ำสุดและเป็นบริวารของพระวรุณ ตอนที่แคว้นโกศลแห้งแล้ง พระพุทธเจ้าทรงเรียกปัชชุนนะให้ทำฝนตก มอมเป็นพาหนะของปัชชุนนะ มีฤทธิ์มาก แต่ทะนงตัว เมื่อลงมาโลกมนุษย์ ความทะนงและกิเลสก็เพิ่มขึ้น จนกลับขึ้นสวรรค์ไม่ได้
ปัชชุนนะสั่งให้มอมอยู่เฝ้าพุทธสถานและฟังพระธรรมคำสอน จนกว่าจะละความทะนงและเข้าใจธรรมแล้ว จึงจะกลับไปเป็นพาหนะของท่านได้อีก ระหว่างรอ มอมก็ช่วยมนุษย์ขอฝน
ครูบาน้อย เตชปัญโญ วัดศรีดอนมูล อำเภอสารภี เล่าถึงพิธีเก่าว่า ชาวบ้านแห่มอมไม้แกะสลักขึ้นเสลี่ยง แล้วสาดน้ำใส่ตลอดเวลาให้เปียกอยู่ วัดทางเหนือเมื่อก่อนแกะมอมไม้ตั้งแต่ตัวเล็กจนเท่าแมว ลงรักแล้วทาชาดแดง บทความเสนอว่า พิธีแห่นางแมวขอฝนอาจมาจากการแห่มอม
รายละเอียดเหล่านี้มาจากบทความหนังสือพิมพ์ชิ้นเดียว ของเอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์ สำนักข่าวเนชั่น ตีพิมพ์ในคมชัดลึกเมื่อ พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) ซึ่งอ้างผู้ให้ข้อมูลสองท่าน วิกิพีเดียภาษาไทยบอกว่าพบตัวมอมเฉพาะวัดทางภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่
ที่มา: komchadluek.net · th.wikipedia.org · madchima.org
นาคให้น้ำ: นาคที่เกี่ยงกันให้น้ำ ตามความเชื่อในปฏิทินไทย ประกาศสงกรานต์ของทุกปีมีคำทำนายเรื่องน้ำฝนพ่วงมาด้วยว่า ปีนั้นมีนาคให้น้ำกี่ตัว ตัวเลขมีตั้งแต่หนึ่งถึงเจ็ด
อ่านต่อ การนับกลับทางกับที่คนส่วนมากคิด ปีที่มีนาคให้น้ำหนึ่งตัว คือปีที่น้ำมาก อุดมสมบูรณ์ ปีที่มีนาคให้น้ำเจ็ดตัว คือปีแล้ง
ความเชื่อนี้มีเรื่องเล่าสั้น ๆ ว่า นาคเป็นผู้ดูแลน้ำ และแต่ละตัวอยากให้ตัวอื่นเป็นคนให้ จึงเกี่ยงกัน นาคแต่ละตัวกลืนน้ำของตัวเองไว้ในท้อง ไม่ยอมพ่นลงมา ยิ่งมีนาคให้น้ำมากตัว น้ำก็ยิ่งถูกกลืนไว้มาก ปียิ่งแล้ง ถ้ามีตัวเดียว ก็ไม่มีใครให้ต้องรอ
คำทำนายนี้เห็นชัดที่สุดในประกาศสงกรานต์ประจำปี ความเชื่อนี้มีในแหล่งข้อมูลไทยทั่วไป แหล่งที่อ่านมาไม่ได้บอกว่าเป็นของล้านนาเท่านั้น
ที่มา: th.wikipedia.org
ประวัติ
เจ็ดร้อยปีของงานช่างทางเหนือ เรียงตามปี
พ.ศ. 1205 (ค.ศ. 662) ตามตำนาน ตำนานเล่าว่า พระนางจามเทวี เจ้าหญิงมอญจากละโว้ (ลพบุรี) เสด็จขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน นักประวัติศาสตร์เห็นว่าเมืองเกิดทีหลังนั้น บ้างว่าราวปี ค.ศ. 750 บ้างว่าช่วงศตวรรษที่ 11–12 วัดจามเทวี หรือวัดกู่กุด เก็บเจดีย์ขั้นบันไดแบบมอญไว้ เป็นปิรามิดศิลาแลงสี่เหลี่ยมห้าชั้น มีพระพุทธรูป 60 องค์ในซุ้ม ไม่มีหลักฐานบอกปีที่สร้าง จารึกมอญบอกว่ามีการบูรณะใหญ่หลังแผ่นดินไหวในปี 1218 en.wikipedia.org พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) บางแหล่งว่า 1281 หรือ 1283 พญามังรายแห่งเงินยางยึดเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) มารวมกับอาณาจักรล้านนาที่ตั้งใหม่ ปีที่ยึดนั้นแหล่งข้อมูลไม่ตรงกัน บ้างว่า ค.ศ. 1292 บ้างว่า 1281 และตามเรื่องในตำนานล้านนาคือ 1283 นักวิชาการชื่อฮิรัม วูดเวิร์ดมองว่า หริภุญชัยเป็นที่เดียวที่เห็นสายชาวมอญสมัยทวารวดีตอนปลายส่งต่อเข้าสู่อาณาจักรไทที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง en.wikipedia.org พ.ศ. 1839 (ค.ศ. 1296) พญามังรายสร้างเวียงกุมกามริมแม่น้ำปิงราวปี ค.ศ. 1286–1287 แต่น้ำท่วมบ่อย จึงสร้างเมืองเชียงใหม่ จารึกหลักหนึ่งที่วัดเชียงมั่น ลงปี 1581 บอกว่าตั้งเมืองเชียงใหม่วันที่ 12 เมษายน 1296 เวลาตีสี่ ปีถัดมา 1297 พญามังรายสร้างวัดเชียงมั่นเป็นวัดแรกของเมือง บนที่ซึ่งเคยเป็นเวียงของชาวลัวะ เจดีย์ช้างล้อมมีฐานสี่เหลี่ยม มีช้างขนาดเท่าตัวจริงโผล่ครึ่งตัว 15 เชือก en.wikipedia.org พ.ศ. 1888 (ค.ศ. 1345) พญาผายูสร้างวัดพระสิงห์ในเชียงใหม่ เพื่อบรรจุอัฐิของพระเจ้าคำฟู พระบิดา ปี ค.ศ. 1400 พญาแสนเมืองมาได้รับพระพุทธสิหิงค์ วัดจึงได้ชื่อตามพระองค์นั้น คำว่าพระพุทธสิหิงค์ใช้เรียกพระมากกว่าหนึ่งองค์ องค์ที่กรุงเทพฯ เล่ากันว่ามาจากลังกา ส่วนวิกิพีเดียภาษาไทยบอกว่าองค์ที่เชียงใหม่และนครศรีธรรมราชเป็นศิลปะเชียงแสนสิงห์ 1 en.wikipedia.org พ.ศ. 1927 (ค.ศ. 1384) พญากือนาสร้างเจดีย์บนดอยสุเทพเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วิกิพีเดียภาษาอังกฤษว่า ค.ศ. 1383 ภาษาไทยว่า พ.ศ. 1927 ตรงกับ 1384 และอีกหน้าหนึ่งว่า 1386 ต่อมาปี 1547 พระมหาญาณมงคลโพธิ์สร้างราวบันไดนาคหลวงสองข้าง วิกิพีเดียภาษาไทยนับบันไดได้ 306 ขั้น ภาษาอังกฤษนับได้ 309 ขั้น th.wikipedia.org พ.ศ. 1977 (ค.ศ. 1434) ฟ้าผ่าเจดีย์แปดเหลี่ยมของวัดป่าเยี้ยที่เชียงราย เจดีย์แตกออก ข้างในมีพระพุทธรูปพอกปูนอยู่ ต่อมาเจ้าอาวาสเห็นสีเขียวใต้ปูนที่ร่อนตรงจมูก จึงแกะปูนออกจนเห็นพระที่แกะจากหินสีเขียว นั่นคือพระแก้วมรกต วัดจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระแก้ว en.wikipedia.org พ.ศ. 2019 (ค.ศ. 1476) สมัยพระเจ้าติโลกราช มีการสร้างวิหารพระพุทธที่วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นวิหารหลังแรกของวัด เดิมเป็นวิหารโถงมีฝาย้อย โครงหลังคาเป็นแบบขื่อม้าต่างไหม ซึ่งวิกิพีเดียภาษาไทยบอกว่าเป็นความคิดของช่างล้านนา ปี ค.ศ. 1802 มีการบูรณะและก่ออิฐเพิ่ม ส่วนวิหารหลวงถูกแก้ไขในปี 1923 เปลี่ยนหน้าบันและช่อฟ้าป้านลมให้เป็นแบบภาคกลาง th.wikipedia.org พ.ศ. 2020 (ค.ศ. 1477) พระเจ้าติโลกราชส่งพระไปศึกษาแบบมหาโพธิเจดีย์ที่พุกาม แล้วเริ่มสร้างวัดเจ็ดยอดในปี ค.ศ. 1455 ชินกาลมาลีปกรณ์บันทึกว่าปี 1476 มีการสร้างสถานที่ใหญ่ในวัดนี้ ปี 1477 มีการสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัด มักเรียกว่าสังคายนาครั้งที่ 8 ตัวมหาเจดีย์มีเจ็ดยอด และผนังมีปูนปั้นเทวดา 70 องค์ en.wikipedia.org พ.ศ. 2088 (ค.ศ. 1545) แผ่นดินไหวทำให้ยอดเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวง พังลงมา 30 เมตร ก่อนพัง เจดีย์สูง 82 เมตร ฐานกว้าง 54 เมตร เป็นอาคารใหญ่ที่สุดในล้านนา ปี ค.ศ. 1468 มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ในซุ้มด้านตะวันออก ต้นทศวรรษ 1990 มีการสร้างเสริมโดยทุนของยูเนสโกและรัฐบาลญี่ปุ่น บางคนวิจารณ์ว่าส่วนที่ทำใหม่เป็นแบบภาคกลาง ไม่ใช่แบบล้านนา en.wikipedia.org พ.ศ. 2101 (ค.ศ. 1558) พระเมกุฏิ เจ้าเมืองชาวไทใหญ่ผู้ครองล้านนา ยอมแพ้พระเจ้าบุเรงนองเมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1558 ล้านนาเป็นประเทศราชของพม่า การปกครองของพม่ามีช่วงขาดตอนบ้าง และสิ้นสุดเมื่อกองทัพสยามกับชาวเหนือยึดเชียงใหม่ได้ในปี 1775 วิกิพีเดียภาษาไทยนับสองร้อยกว่าปีนี้เป็นยุคเสื่อมของสถาปัตยกรรมล้านนา และบอกว่าภาพเขียนฝาผนังช่วงนั้นที่พบในลำปางมีอิทธิพลพม่า en.wikipedia.org พ.ศ. 2318 (ค.ศ. 1775) วันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1775 เจ้ากาวิละแห่งลำปาง ได้สยามช่วย ยึดเชียงใหม่ได้ สิ้นสุดการปกครองของพม่าราว 200 ปี เชียงใหม่ร้างอยู่หลายปี เจ้ากาวิละรวบรวมผู้คนอยู่ที่เวียงเวฬุคามเกือบยี่สิบปี ซ่อมกำแพงเมืองในปี 1795 แล้วเข้าเมืองเชียงใหม่ในปี 1796 ตามวิกิพีเดียภาษาไทย (ภาษาอังกฤษว่า กุมภาพันธ์ 1797) วัดในศตวรรษถัดมา เช่น วัดต้นเกว๋นและวิหารลายคำ สร้างในสมัยเจ้าวงศ์นี้ en.wikipedia.org พ.ศ. 2358–2364 (ค.ศ. 1815–1821) วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1815–1821 สมัยเจ้าธรรมลังกา วิหารเล็ก ยาวราว 30 เมตร กว้าง 8 เมตร มีมณฑปปราสาทต่อท้ายวิหาร เสาหลักและไม้โครงสร้างบางส่วนมีลายทองคำเปลวบนรัก ภาพจิตรกรรมที่น่าจะเขียนตอนบูรณะปี 1863 เล่าเรื่องสังข์ทองด้านหนึ่งของพระประธาน และสุวรรณหงส์อีกด้านหนึ่ง ปลายหลังคามีช่อฟ้าปากนกผสมกับหางหงส์รูปหัวนาค en.wikipedia.org พ.ศ. 2401 (ค.ศ. 1858) วิหารวัดต้นเกว๋น อำเภอหางดง สร้างปี ค.ศ. 1858 สมัยเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ มีครูบาอินทร์เป็นช่างสำคัญ วัดเริ่มสร้างราวปี 1852 เป็นที่พักของขบวนแห่พระบรมธาตุศรีจอมทองประจำปี สมาคมสถาปนิกสยามประกาศให้วิหารเป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่นในปี 1989 บันไดนาคของวัดมีมกรสองตัวซ้อนกัน ซึ่งนักเขียนศิลปะ เพ็ญสุภา สุขคตะ ชี้ว่าเป็นแบบหายาก en.wikipedia.org พ.ศ. 2410–2417 (ค.ศ. 1867–1874) ที่เมืองน่าน อุโบสถจตุรมุขวัดภูมินทร์ ซึ่งสร้างครั้งแรกราวปี ค.ศ. 1596 ได้รับการบูรณะสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช และหนานบัวผัน จิตรกรชาวไทลื้อ เขียนจิตรกรรมฝาผนังไว้ ภาพที่ดังที่สุดคือภาพชายหญิงกระซิบกัน ชื่อ ปู่ม่านย่าม่าน วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา เป็นวัดของชาวไทลื้อ มีวิหารเรียบง่ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสร้างราวปี 1862 และมีภาพเขียนแบบเดียวกับวัดภูมินทร์ th.wikipedia.org พ.ศ. 2370–2436 (ค.ศ. 1827–1893) ช่างไทใหญ่และพม่าในยุคค้าไม้สักสร้างวัดแบบของตนในภาคเหนือ วัดจองคำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน สร้างปี ค.ศ. 1827 โดยเจ้าเมืองคนแรกของแม่ฮ่องสอน ใช้ช่างไทใหญ่ วัดป่าเป้า เชียงใหม่ ตั้งปี 1883 ริมคูเมือง สำหรับชุมชนไทใหญ่ มีเจดีย์ทรงระฆังบนฐานสี่เหลี่ยมสามชั้น มีกิเลนสี่มุม และมีอาคารหลังคาเจ็ดชั้นแบบพม่า ส่วนวัดศรีชุม ลำปาง สร้างปี 1893 โดยคหบดีชาวพม่า ในยุคที่บริษัทอังกฤษได้สัมปทานป่าไม้ en.wikipedia.org พ.ศ. 2477–2478 (ค.ศ. 1934–1935) ครูบาศรีวิชัย เริ่มบูรณะวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ ค.ศ. 1920 และสร้างวิหารหลวงใหม่ในปี 1924 ท่านเป็นผู้นำสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งต่อมาเรียกว่า ถนนศรีวิชัย วิกิพีเดียภาษาอังกฤษนับว่าท่านทำงานสร้างและซ่อมวัด ถนน สะพาน กว่าร้อยแห่ง ท่านเคยขัดแย้งกับคณะสงฆ์ส่วนกลางเรื่องบวชพระโดยไม่ได้รับอนุญาต th.wikipedia.org พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย เปิดวัดร่องขุ่น หรือวัดขาว ให้คนเข้าชมในปี ค.ศ. 1997 ท่านสร้างวัดเก่าที่ทรุดโทรมขึ้นใหม่ด้วยเงินส่วนตัว ใช้ปูนขาวและกระจกเงาชิ้นเล็ก วิกิพีเดียภาษาไทยบอกว่าเริ่มสร้างอุโบสถหลังปัจจุบันวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1996 ที่เชียงใหม่ วัดศรีสุพรรณ ตั้งขึ้นราวปี 1500 มีอุโบสถใหม่หุ้มแผ่นเงิน นิกเกิล และอลูมิเนียม ฝีมือช่างเงินของเมือง en.wikipedia.org
เจดีย์ข้ามกาลเวลา
เลื่อนจากเจดีย์ศิลาแลงทรงปิรามิดขั้นบันไดแบบหริภุญชัย ไปเจดีย์ทรงระฆังสีทองแบบล้านนา ฐานช้างล้อมแบบวัดเชียงมั่น ทรงบาตรซ้อนแบบวัดกู่เต้า และยอดยาวแบบไทใหญ่ เจดีย์ทุกองค์ที่นี่วาดจากเส้นความกว้างชุดเดียว จึงหลอมจากองค์หนึ่งเป็นอีกองค์ได้ แตะเจดีย์แล้วกระดิ่งจะดัง
รูปทรง
ปิรามิดขั้นบันได ทรงระฆังล้านนา ฐานช้างล้อม ทรงบาตรซ้อน ยอดแบบไทใหญ่
วัดกู่กุดที่ลำพูนยังมีเจดีย์ขั้นบันไดของเมืองหริภุญชัยแบบมอญ เป็นเจดีย์ศิลาแลงสี่เหลี่ยมห้าชั้น มีพระพุทธรูปในซุ้มหกสิบองค์ จารึกมอญบันทึกว่าบูรณะใหญ่หลังแผ่นดินไหวปี 1761
เจดีย์ทรงระฆังที่ดอยสุเทพ จากล่างขึ้นบน มีฐานสี่เหลี่ยมสูง ฐานเขียงย่อสามชั้น บัวคว่ำ บัวลูกแก้ว บัวหงาย บัวถลาสี่ชั้น องค์ระฆังสิบสองเหลี่ยม ปล้องไฉนสิบสองปล้อง และปลียอด หุ้มทองจังโกปิดทองทั้งองค์
วัดป่าเป้า วัดไทใหญ่ริมคูเมืองเชียงใหม่ มีเจดีย์ทรงระฆังบนฐานสี่เหลี่ยมสามชั้น มีกิเลนที่มุมทั้งสี่ อยู่ข้างวิหารหลังคาพญาธาตเจ็ดชั้น
เจดีย์กู่กุดขั้นบันได มีพระยืนในซุ้มทุกชั้น · Chainwit. · CC BY 4.0 ช้างปูนปั้นล้อมรอบฐานเจดีย์ · Photo Dharma · CC BY 2.0 เจดีย์วัดพระธาตุลำปางหลวงบนฐานขั้นบันได · ErwinMeier · CC BY-SA 4.0
เครื่องสักการะ
ตุง ทอง และเทียน สิ่งที่ผู้คนทำและนำมาถวาย
ตุง
ตุงคือธงยาวแขวนห้อย ทำจากผ้า กระดาษ ไม้ หรือโลหะ ใช้ถวายวัดและใช้ในพิธี มีหลายชนิด ตุงช่อกระดาษตัดลายใช้ในพิธีสืบชะตา ตุง 12 ราศีถวายตอนปี๋ใหม่เมือง ตุงแดงสำหรับคนตายโหง ตุงสามหางถือนำหน้าศพ และตุงกระด้างทำจากไม้หรือโลหะแกะสลัก ตั้งเป็นคู่ตามทางขึ้นวิหาร ตุงที่แบ่งเป็นเจ็ดช่องหมายถึงสวรรค์เจ็ดชั้น
ลม
ตุงเจ็ดช่อง ตุงค่าคิง ตุง 12 ราศี
ลากผืนตุงได้ แตะท้องฟ้าเพื่อให้ลมกรรโชก
ลายคำ: ทองผ่านกระดาษฉลุ
ลายคำ คือลายทอง ประดับเสา ขื่อ และผนังวิหารล้านนา คำ เป็นภาษาเหนือแปลว่าทองคำ วิธีที่พบมากที่สุดคือปิดทองฉลุลาย บางแห่งขูดหรือขีดเส้นบนทองเพิ่ม ลองทำดู: ลงรัก วางกระดาษฉลุ ปิดทอง แล้วลอกกระดาษ
1. ไม้ 2. ลงรัก 3. กระดาษฉลุ 4. ปิดทอง 5. ลอกกระดาษ ปิดทองทั้งแผ่น
สีแดงชาด สีดำ
สัตตภัณฑ์: เทียนเจ็ดเล่ม
สัตตภัณฑ์คือเชิงเทียนหลายชั้นหน้าพระประธาน ใครก็จุดบูชาได้ ชื่อมาจากบาลี สตฺต แปลว่าเจ็ด กับ ภณฺฑ แปลว่าสิ่งของ วิกิพีเดียภาษาไทยโยงไว้กับเทือกเขาเจ็ดชั้นรอบเขาพระสุเมรุ และหมวดธรรมเจ็ดประการ ที่นี่เทียนแต่ละเล่มมีชื่อเทือกเขาหนึ่งชั้น เมืองแพร่และไทลื้อบางกลุ่มเรียกว่า บันไดแก้ว
จุดทั้งเจ็ด ดับเทียน
คนเหนือเรียกพระพุทธรูปว่า พระเจ้า นักประวัติศาสตร์ศิลป์แบ่งพระเชียงแสนเป็นสิงห์หนึ่ง หน้ากลม รัศมีดอกบัวตูม ขัดสมาธิเพชรเห็นฝ่าเท้าทั้งสอง และสิงห์สอง หน้ารูปไข่ รัศมีเปลว องค์เพรียวกว่า พระเจ้าทันใจคือพระที่สร้างเสร็จในวันเดียว เริ่มหลังเที่ยงคืน และต้องเสร็จก่อนหกโมงเย็นวันรุ่งขึ้น
จิตรกรรมล้านนาเขียนไว้ในวิหาร ใช้สีแดงกับน้ำเงินเป็นหลัก ที่วัดภูมินทร์ น่าน หนานบัวผัน ช่างไทลื้อ เขียนภาพระหว่างปี 2410–2417 ภาพที่รู้จักที่สุดคือปู่ม่านย่าม่านกระซิบกัน ที่วัดบวกครกหลวง เชียงใหม่ มีภาพพุทธประวัติสิบสี่ห้อง
โคมล้านนาทำจากไม้ไผ่เฮียะดัดเป็นโครง หุ้มกระดาษสาหรือผ้าฝ้าย ตัดลายดวงตะวันและลายดอก ชักขึ้นค้างโคมที่เจดีย์และหน้าวิหารในเทศกาลยี่เป็ง ต้นผึ้งคือต้นดอกไม้ขี้ผึ้ง ทำโดยจุ่มแม่พิมพ์ไม้ลงในขี้ผึ้งที่ละลาย
เรือนล้านนา
ช่างกลุ่มเดียวกันสร้างบ้านด้วย แตะไม้ไขว้บนหน้าจั่ว ไม้แกะสลักเหนือประตู และร้านน้ำหน้าบ้าน
เรือนกาแลคือเรือนไม้สักใต้ถุนสูง มักเป็นเรือนแฝดหันหน้าไปทางเหนือหรือใต้ มีไม้แกะสลักสองแผ่นไขว้กันบนยอดจั่ว ที่มาของกาแลยังไม่มีข้อสรุป พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช. รวบรวมไว้ว่า บ้างว่ากันแร้งกาเกาะหลังคาซึ่งเป็นขึด บ้างว่าพม่าสั่งให้ทำเพื่อแยกบ้านคนเมือง บ้างว่ามาจากเขาควายที่ชาวลัวะวางบนหลังคาหลังพิธีเลี้ยงผี ตามความเห็นของไกรศรี นิมมานเหมินท์ ไม้ป้านลมไขว้กันพบทั่วเอเชีย กาแลอาจเป็นไม้นั้นที่แกะลายเพิ่ม
เหนือประตูห้องนอนมีหำยนต์ แผ่นไม้แกะสลักที่เชื่อว่าปกป้องคนในห้อง กว้างเท่าความยาวเท้าเจ้าของบ้าน สามช่วงเท้าสำหรับประตูเล็ก สี่ช่วงสำหรับประตูใหญ่ ทำตอนปลูกเรือน และทำลายเมื่อย้ายหรือขายเรือน ที่หัวบันไดมีร้านน้ำ ชั้นวางหม้อน้ำกับขันให้คนที่เดินผ่านได้ดื่ม
หน้าจั่วสองหลังมีกาแลไขว้ เรือนล้านนาที่ย้ายไปตั้งในกรุงเทพฯ · Iudexvivorum · CC0 หำยนต์แกะสลัก เคยติดเหนือประตูเรือน · OraMAAG · CC BY-SA 4.0 วิหารไม้สักสีเข้มของวัดพันเตา · Vichitsilp · CC BY-SA 3.0
คำศัพท์
ทุกส่วนพร้อมชื่อภาษาไทย คำอ่านอักษรโรมัน เสียงวรรณยุกต์ และรากศัพท์ แตะภาพเพื่อให้ขยับ
ทั้งหมด อาคาร หลังคา หน้าจั่ว โครงสร้าง บันไดและผู้เฝ้า เจดีย์ เทคนิคช่าง เครื่องสักการะ เรือน พระพุทธรูป
อาคาร วิหาร wihan /wí-hǎan/ บาลี-สันสกฤต วิหาร แปลว่า ที่อยู่ วัด
อาคารที่ตั้งพระพุทธรูปประธาน ไม่มีใบเสมา ต่างจากโบสถ์
ในล้านนา วิหารคืออาคารหลักของวัด ยาว 5 ถึง 9 ห้อง กว้าง 3 ห้อง วางแนวตะวันออก-ตะวันตก หลังคาซ้อนเป็นซด โครงหลังคาแบบม้าต่างไหม
อาคาร อุโบสถ / โบสถ์ ubosot / bot /ʔù-boo-sòt · bòot/ บาลี อุโปสถ: อุป 'ใกล้' + วสฺ 'อยู่' · โบสถ์ เป็นคำตัดสั้น
อาคารที่พระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม เช่น บวชพระ มีใบเสมาบอกเขต
อาคาร หอไตร ho trai /hɔ̌ɔ trai/ หอ + ไตร (บาลี-สันสกฤต ติ/ตฺริ 'สาม') อย่างใน ไตรปิฎก
หอสูงที่เก็บคัมภีร์ใบลานและพระไตรปิฎก
อาคาร ปราสาท prasat /praa-sàat/ สันสกฤต ปฺราสาท บาลี ปาสาท 'วัง อาคารสูง'
เรือนยอดซ้อนชั้น ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์หรือที่ตั้งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ความหมายแบบล้านนา: อาคารยอดซ้อนชั้นขนาดเล็กต่อท้ายวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน เช่น วิหารลายคำ วัดพระสิงห์
อาคาร ซุ้มโขง / ประตูโขง sum khong / pratu khong /súm khǒoŋ · prà-tuu khǒoŋ/ ซุ้ม 'ซุ้มโค้ง' + โขง (คำล้านนา ไม่พบที่มา)
ซุ้มประตูโค้งหลายชั้นทางเข้าวัดหรือรอบเจดีย์ ประดับด้วยลายและสัตว์
อาคาร ธรรมาสน์ thammat /tham-mâat/ สันสกฤต ธรฺม / บาลี ธมฺม 'คำสอน' + อาสน 'ที่นั่ง'
ที่นั่งสูงสำหรับพระนั่งเทศน์
หลังคา หลังคาซ้อนชั้น / ซด lang kha son chan / sot /lǎŋ-khaa sɔ́ɔn cháan · sót/ หลังคา + ซ้อน + ชั้น · ซด คำล้านนา หมายถึงหลังคาแต่ละชั้น
หลังคาที่ลดเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นเรียกว่า ซด
ด้านหน้าลดสองชั้น (มุกหน้า มุกรอง) หลังคาประธานไม่ลด ด้านหลังลดที่มุกหลัง
หลังคา ปีกนก pik nok /pìik nók/ ปีก + นก
หลังคาส่วนที่อยู่ใต้จั่ว ลาดลงข้างตัวอาคาร
หลังคา แผงแล phaeng lae /phɛ̌ɛŋ lɛɛ/ แผง + แล (คำล้านนา ไม่พบที่มา)
แผงไม้ที่คั่นระหว่างหลังคาตับบนกับตับล่างของวิหารล้านนา
หน้าจั่ว ช่อฟ้า cho fa /chɔ̂ɔ fáa/ ช่อ 'พวง ช่อ' + ฟ้า
เครื่องประดับปลายสุดของสันหลังคา รูปคล้ายหัวนกมีหงอน
ช่อฟ้าล้านนาต่างกันไปตามยุค ที่วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ ปลายป้านลมเป็นช่อฟ้าปากนก ต่อกับหางหงส์หัวนาค
หน้าจั่ว ป้านลม / ปั้นลม pan lom /pâan lom · pân lom/ ลม · ราชบัณฑิตฯ เก็บทั้ง ป้านลม และ ปั้นลม
ไม้แผ่นปิดริมหลังคาด้านจั่วกันลมตีเครื่องมุง
ป้านลมล้านนาแบบเก่าเป็นไม้กระดานเรียบตรง ปิดหัวแป เรียกคู่กับหางวัน บนเรือนกาแล ป้านลมสองแผ่นไขว้กันที่ยอดกลายเป็นกาแล
หน้าจั่ว ลำยอง lamyong /lam-yɔɔŋ/ ไม่พบที่มา · ราชบัณฑิตฯ: ส่วนบนของป้านลม
ชุดเครื่องประดับช่วงบนของป้านลม
หน้าจั่ว ใบระกา bai raka /baj rá-kaa/ ใบ + ระกา (ไม่พบที่มา)
ครีบหรือลวดลายติดตามลำยองระหว่างช่อฟ้ากับหางหงส์
หน้าจั่ว หางหงส์ hang hong /hǎaŋ hǒŋ/ หาง + หงส์ (บาลี-สันสกฤต หํส)
ส่วนปลายสุดของลำยองที่ปลายป้านลม ทำเป็นรูปนาคหรือเหรา
ปลายป้านลมล้านนามักเป็นหัวนาค ที่โบสถ์วัดพระสิงห์ปลายเป็นเพียงลายกนก
หน้าจั่ว หางวัน hang wan /hǎaŋ wan/ หาง + วัน (คำล้านนา ไม่พบที่มา)
คำล้านนา ใช้เรียกส่วนปลายของป้านลม และปลายราวบันไดแบบเรียบ
หน้าจั่ว นาคสะดุ้ง nak sadung /nâak sà-dûŋ/ นาค (บาลี-สันสกฤต นาค) + สะดุ้ง 'ตกใจ สะดุ้ง'
ตัวไม้ทำเป็นรูปตัวนาคทอดจากแปหาญลงมาถึงหางหงส์ทั้งสองข้างหน้าบัน
หน้าจั่ว ตัวเหงา tua ngao /tua ŋǎo/ ตัว + เหงา 'กนกตัวแรก'
ปลายป้านลมที่หักโค้งกลับคล้ายลายกระหนกตัวแรก
หน้าจั่ว หน้าบัน / หน้าแหนบ na ban / na naep /nâa ban · nâa nɛ̀ɛp/ หน้า + บัน · หน้าแหนบ เป็นคำล้านนา
ผนังสามเหลี่ยมปิดหัวท้ายหลังคาทรงจั่ว
หน้าจั่ว โก่งคิ้ว kong khio /kòoŋ khíw/ โก่ง 'โค้ง' + คิ้ว
แผงไม้แกะสลักรูปโค้งคล้ายคิ้วใต้หน้าบัน
โครงสร้าง ม้าต่างไหม ma tang mai /máa tàaŋ mǎj/ ม้า + ต่าง 'ของบรรทุกสองข้างหลังสัตว์' + ไหม
โครงหลังคาแบบล้านนาที่ถ่ายน้ำหนักลงเสาเหมือนบรรทุกผ้าไหมบนหลังม้า
ช่างล้านนาคิดขึ้นเอง ทำให้หลังคาโค้งได้ หลังคาปีกนกด้านล่างมีเสาของตัวเองรับ (เสาป๊อก)
โครงสร้าง หูช้าง hu chang /hǔu cháaŋ/ หู + ช้าง
ไม้ค้ำชายคารูปสามเหลี่ยมคล้ายหูช้าง
โครงสร้าง นาคทันต์ / คันทวย nak than / khan thuai /nâak-khá-than · khan thuaj/ นาค + ทันต์ (บาลี-สันสกฤต ทนฺต 'ฟัน')
ไม้ค้ำยันรับชายคา บางทีทำเป็นรูปนาค
โครงสร้าง ขื่อ khue /khɯ̀ɯ/ คำไทย
ไม้เครื่องบนยึดหัวเสาด้านขวาง
โครงสร้าง แป pae /pɛɛ/ คำไทย
ไม้โครงหลังคาที่รับกลอนหรือเครื่องมุง
โครงสร้าง เสา sao /sǎo/ คำไทย
ท่อนไม้ตั้งรับหลังคา
บันไดและผู้เฝ้า มกร makon / makara /má-kɔɔn/ บาลี-สันสกฤต มกร
สัตว์ในนิยายครึ่งช้างครึ่งปลาหรือจระเข้ ที่ราวบันไดคายนาคออกมา
คนล้านนาไม่เรียกว่า มกรคายนาค แต่เรียกคู่นี้ว่า ฮุ้งก้าบนาค คือ รุ้งคาบนาค
บันไดและผู้เฝ้า นาค nak /nâak/ บาลี-สันสกฤต นาค
งูใหญ่มีหงอนในนิยาย เป็นเจ้าแห่งน้ำ ประดับบันไดและหลังคา
นาคล้านนายุคแรกเป็นนาคห้าเศียรสวมมงกุฎ (ราว พ.ศ. 2001–2200) ต่อมาเป็นนาคเศียรเดียวคอยาวมีงวง เรียกตัวลวง
บันไดและผู้เฝ้า ตัวลวง tua luang /tua luaŋ/ ตัว + ลวง (คำล้านนา) · นักประวัติศาสตร์ศิลป์เรียก ปัญจรูป: ปญฺจ 'ห้า' + รูป
สัตว์ผสมแบบล้านนา ลำตัวนาค มีงวง เขากวาง ปีกนก พบมากที่ราวบันไดนาค
ราวบันไดนาคล้านนาราว 95 เปอร์เซ็นต์ในสี่ร้อยปีหลังเป็นตัวลวง ที่เหลือเป็นแบบหางวัน
บันไดและผู้เฝ้า ตัวมอม tua mom /tua mɔɔm/ ตัว + มอม 'สัตว์ในนิยาย รูปคล้ายสิงห์'
สัตว์ในนิยายรูปคล้ายสิงห์ เฝ้าวัดทางเหนือ ไม่ใช่ตัวเดียวกับมกร
พบเฉพาะวัดในภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะรอบเชียงใหม่ ในนิทานเหนือ มอมเป็นพาหนะของพระปัชชุนนะ เทพแห่งฝน
บันไดและผู้เฝ้า สิงห์ sing /sǐŋ/ บาลี สีห สันสกฤต สิṃห 'สิงโต'
สิงโตในนิยาย ตั้งเฝ้าหน้าวัดหรือที่ฐาน
บันไดและผู้เฝ้า หงส์ hong /hǒŋ/ บาลี-สันสกฤต หํส
นกในนิยายตระกูลสูง เป็นพาหนะของพระพรหม
บันไดและผู้เฝ้า เสาหงส์ sao hong /sǎo hǒŋ/ เสา + หงส์
เสาที่มีรูปหงส์อยู่ยอด ตั้งหน้าวัด
บันไดและผู้เฝ้า กินนร / กินรี kinnon / kinnari /kin-nɔɔn · kin-ná-rii/ บาลี-สันสกฤต กินฺนร กินฺนรี
อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก ตัวผู้เรียกกินนร ตัวเมียเรียกกินรี
บันไดและผู้เฝ้า ราชวัตร ratchawat /râat-chá-wát/ ราช (สันสกฤต ราช 'กษัตริย์') + วัตร/วัติ (ไม่พบที่มา)
รั้วโปร่งปักเป็นระยะเพื่อบอกเขตมณฑลพิธี มีฉัตรปักหัวท้ายแผง
บันไดและผู้เฝ้า บันไดนาค bandai nak /ban-dai nâak/ บันได + นาค
บันไดที่มีตัวนาคเป็นราวสองข้าง
บันไดนาคล้านนาที่เก่าที่สุดที่เหลืออยู่ คือบันไดมกรคายนาคขึ้นเจดีย์วัดเจดีย์หลวง บางวัดทำราวสองข้างไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งมีเกล็ด อีกข้างเรียบ
เจดีย์ เจดีย์ chedi /cee-dii/ บาลี เจติย สันสกฤต ไจตฺย 'ที่เคารพบูชา'
สิ่งก่อรูปยอดแหลมที่บรรจุพระธาตุหรือของที่เคารพ
เจดีย์ล้านนาที่บรรจุพระธาตุมักเรียกว่า พระธาตุ แบ่งได้สามแบบ: ทรงปราสาทยอด ทรงระฆัง และทรงพิเศษ
เจดีย์ ฐานปัทม์ / บัวคว่ำ บัวหงาย than pat / bua khwam bua ngai /thǎan pàt · bua khwâm · bua ŋǎaj/ ฐาน + ปัทม์ (สันสกฤต ปทฺม 'บัว') · บัว + คว่ำ / หงาย
ฐานรูปบัวของเจดีย์ ชั้นบัวคว่ำ บัวลูกแก้ว และบัวหงาย
เจดีย์ ปล้องไฉน plong chanai /plɔ̂ɔŋ chà-nǎj/ ปล้อง + ไฉน (ไม่พบที่มา)
ส่วนยอดเจดีย์เป็นวงซ้อนเล็กลงขึ้นไป อยู่เหนือบัวกลุ่ม
เจดีย์ ฉัตร chat /chàt/ สันสกฤต ฉตฺร บาลี ฉตฺต 'ร่ม'
ร่มซ้อนชั้นลดหลั่นขึ้นไป ใช้ปักเป็นเกียรติ ตั้งไว้ยอดเจดีย์
เจดีย์ ระฆัง (องค์ระฆัง) rakhang (ong rakhang) /rá-khaŋ · ʔoŋ rá-khaŋ/ ระฆัง · องค์ 'กายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์'
ส่วนตัวเจดีย์ที่เป็นรูประฆัง
เจดีย์ ทองจังโก thong changko /thɔɔŋ caŋ-koo/ ทอง + จังโก (คำถิ่นพายัพ)
แผ่นทองเหลืองบาง ลงรักแล้วปิดทอง หุ้มเจดีย์กันผุ
เทคนิคช่าง ลายคำ lai kham /laaj kham/ ลาย + คำ (ภาษาเหนือ แปลว่า ทองคำ)
ลายทองบนพื้นรักสีแดงหรือดำ ประดับเสา ผนัง ไม้โครงสร้างของวิหารล้านนา
ล้านนานิยมพื้นสีแดงชาด ที่อื่นนิยมพื้นดำ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ ได้ชื่อจากลายคำ
เทคนิคช่าง ลายรดน้ำ lai rot nam /laaj rót náam/ ลาย + รด + น้ำ
งานลายทองบนพื้นรัก ขั้นสุดท้ายใช้น้ำรดให้ลายปรากฏ
เทคนิคช่าง ลายปูนปั้น lai pun pan /laaj puun pân/ ลาย + ปูน + ปั้น
ลวดลายที่ปั้นจากปูนเปียก ใช้ประดับเจดีย์ ซุ้มประตู ราวบันได หน้าบัน
เทคนิคช่าง กระจกจืน / ประดับกระจก krachok chuen / pradap krachok /krà-còk cɯɯn · prà-dàp krà-còk/ กระจก + จืน (ภาษาเหนือ แปลว่า ตะกั่ว)
กระจกบางที่มีตะกั่วหลังกระจก ตัดด้วยกรรไกรติดบนปูนหรือไม้ สีนุ่มไม่ฉูดฉาด
กระจกบางหลังตะกั่ว ตัดด้วยกรรไกร สีนุ่ม พบแต่ทางเหนือ ต่างจากแก้วอังวะที่แข็งและสดกว่า
เทคนิคช่าง ลายพันธุ์พฤกษา lai phan phruksa /laaj phan phrɯ́k-sǎa/ ลาย + พันธุ์ (บาลี-สันสกฤต พนฺธุ) + พฤกษา 'ต้นไม้'
ลายต้นไม้ เถาวัลย์
เทคนิคช่าง กนก kanok /kà-nòk/ บาลี-สันสกฤต กนก 'ทอง'
ลายไทยรูปเปลวเลื้อยโค้ง
เครื่องสักการะ ตุง tung /tuŋ/ คำถิ่นพายัพ แปลว่า ธง
ธงยาวแขวนห้อย ใช้ถวายและใช้ในพิธี ทำจากผ้า กระดาษ ไม้ หรือโลหะ
ตุงมีหลายชนิด เช่น ตุงช่อ ตุง 12 ราศี ตุงไส้หมู ตุงค่าคิง ตุงไชย ตุงกระด้าง ตุงที่แบ่งเป็น 7 ช่องหมายถึงสวรรค์เจ็ดชั้น
เครื่องสักการะ ตุงกระด้าง tung krading /tuŋ krà-dâaŋ/ ตุง + กระด้าง 'แข็ง'
ตุงที่แข็ง ทำจากไม้หรือโลหะแกะสลัก มักมีรูปสัตว์ 12 นักษัตร ตั้งสองข้างทางขึ้นวิหาร
เครื่องสักการะ ช่อ (ตุงช่อ) cho (tung cho) /chɔ̂ɔ · tuŋ chɔ̂ɔ/ ช่อ 'พวง' · เขียน ตุงจ้อ ก็ได้
ธงกระดาษตัดลาย ใช้ในพิธีสืบชะตาและส่งเคราะห์
เครื่องสักการะ สัตตภัณฑ์ sattaphan /sàt-tà-phan/ บาลี สตฺต 'เจ็ด' + ภณฺฑ 'สิ่งของ'
เชิงเทียนหลายชั้นหน้าพระประธาน ใครก็จุดบูชาได้
เมืองแพร่และไทลื้อบางกลุ่มเรียก บันไดแก้ว ชื่อนี้โยงกับเทือกเขาเจ็ดชั้นรอบเขาพระสุเมรุ (สัตตบริภัณฑ์)
เครื่องสักการะ ต้นผึ้ง ton phueng /tôn phɯ̂ŋ/ ต้น + ผึ้ง (ขี้ผึ้ง)
ต้นดอกไม้ที่ทำจากขี้ผึ้ง ใช้ถวายเป็นเครื่องสักการะ
เครื่องสักการะ ขันดอก khan dok /khǎn dɔ̀ɔk/ ขัน + ดอก
ขันใส่ดอกไม้ ธูปเทียน ถือไปวัดวันพระ
เครื่องสักการะ โคม khom /khoom/ คำไทย แปลว่า เครื่องให้แสงที่มีที่บังลม
เครื่องให้แสงสว่าง มีที่บังลม ใช้แขวนหรือถือ ล้านนาใช้บูชาพระในวันยี่เป็ง
เครื่องสักการะ กระดิ่ง kradiang /krà-dìŋ/ คำไทย
ระฆังเล็ก ชายคาวัดแขวนไว้เป็นแถว ลูกตุ้มแบนรูปใบไม้ ลมพัดแล้วดัง
พระพุทธรูป พระเจ้า phra chao /phrá câaw/ พระ + เจ้า
คำที่คนเหนือใช้เรียกพระพุทธรูป
พระพุทธรูป พระสิงห์ phra sing /phrá sǐŋ/ พระ + สิงห์ (บาลี สีห สันสกฤต สิṃห)
ชื่อเรียกพระพุทธสิหิงค์ และเป็นชื่อกลุ่มพระพุทธรูปเชียงแสน สิงห์ 1 2 และ 3
พระพุทธรูป พระเจ้าทันใจ phra chao than chai /phrá câaw than-cai/ พระเจ้า + ทัน + ใจ
พระพุทธรูปที่สร้างเสร็จภายในหนึ่งวัน เชื่อว่าขออะไรก็สำเร็จเร็ว
เรือน กาแล kalae /kaa lɛɛ/ ภาษาล้านนา กะแล๋ 'ไขว้'
ไม้แกะสลักสองแผ่นไขว้กันที่ยอดจั่วเรือนล้านนา
ที่มาของกาแลมีหลายทฤษฎี ยังไม่มีข้อยุติ: กันแร้งกาเกาะหลังคา (เป็นขึด) พม่าสั่งให้ทำเพื่อแยกบ้านคนเมือง หรือเขาควายจากพิธีเลี้ยงผีของลัวะ
เรือน เรือนกาแล ruean kalae /rɯɯan kaa-lɛɛ/ เรือน + กาแล
เรือนไม้ล้านนามียอดจั่วไขว้ มักเป็นเรือนแฝด หันหน้าไปทางเหนือหรือใต้
เรือน หำยนต์ ham yon /hǎm yon/ หำ + ยนต์ (บาลี ยนฺต สันสกฤต ยนฺตฺร 'ยันต์')
แผ่นไม้แกะสลักเหนือประตูห้องนอนเรือนล้านนา เชื่อว่าปกป้องคนในห้อง
กว้างตามความยาวเท้าเจ้าของบ้าน สามช่วงเท้าสำหรับประตูเล็ก สี่ช่วงเท้าสำหรับประตูใหญ่ ทำตอนปลูกเรือน และทำลายเมื่อย้ายหรือขายเรือน
เรือน ร้านน้ำ / ฮ้านน้ำ ran nam / han nam /ráan náam · háan náam/ ร้าน 'ที่ยกสูง ชั้นวาง' + น้ำ · ภาษาเหนือเขียน ฮ้านน้ำ
หิ้งวางหม้อน้ำดื่มตรงชานบันได
เรือน เติ๋น toen /tə́ən/ คำล้านนา ไม่พบที่มา
ที่โล่งมีหลังคาหน้าห้องนอน ใช้ทำงาน รับแขก ทำพิธี
เรือน ชาน chan /chaan/ คำไทย: พื้นเรือนนอกชายคา
พื้นเรือนนอกชายคา อยู่ต่ำกว่าเติ๋น
เรือน ฝาไหล fa lai /fǎa lǎj/ ฝา + ไหล 'เลื่อน'
ฝาเรือนที่เป็นแผ่นไม้เลื่อนเปิดปิดได้
แหล่งข้อมูล
Wikipedia (Thai): นาค SuttaCentral: Vinaya, Mahākhandhaka The Standard Royal Institute Dictionary (ราชบัณฑิตยสภา) CMU Museum of Ancient Lanna Houses Phensupha Sukkhata Chai-in, Matichon Weekly (2020) Wikipedia (Thai): วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร Wikipedia: Wat Phra That Doi Suthep Wikipedia (Thai): โยนกนครไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น Wikipedia (Thai): ตำนานสิงหนวัติ Wikipedia (Thai): พระพุทธสิหิงค์ CMU Architecture knowledge manual, NRCT (DKM) Wikipedia (Thai): เสาหงส์ Wikipedia (Thai): วัดกู่เต้า Wikipedia: Wat Ku Tao Wikipedia: Haripuñjaya Wikipedia: Lan Na Wikipedia (Thai): พระยากาวิละ Wikipedia: Kawila Wikipedia: Wat Chedi Luang Wikipedia: Wat Phra Kaew, Chiang Rai Wikipedia: Wat Rong Khun Wikipedia (Thai): วัดร่องขุ่น Wikipedia: Camadevi Wikipedia: Wat Chamadevi Wikipedia (Thai): วัดกู่กุด Wikipedia: Wiang Kum Kam Wikipedia: Wat Phra That Hariphunchai Wikipedia (Thai): วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร Wikipedia: Wat Chiang Man Wikipedia: Wat Phra Singh Wikipedia: Wat Chet Yot Wikipedia: Khruba Siwichai Wikipedia: Wat Pa Pao, Mueang Chiang Mai Wikipedia (Thai): วัดจองคำ (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) Wikipedia (Thai): วัดศรีชุม (จังหวัดลำปาง) Wikipedia: Wat Ming Mueang, Chiang Rai Wikipedia: Wat Ton Kwen Wikipedia (Thai): วัดต้นเกว๋น Wikipedia (Thai): วัดภูมินทร์ Wikipedia (Thai): ปู่ม่านย่าม่าน Wikipedia: Wat Phumin Wikipedia (Thai): วัดหนองบัว (อำเภอท่าวังผา) Wikipedia: Wat Sri Suphan Wikipedia (Thai): วิหาร Wikipedia: Mucalinda Wikipedia (Thai): ตักบาตรเทโว ThaiJO: Thai Khadi Studies (Silpakorn, 2025) Sirindhorn Anthropology Centre folktales Chiang Rai Focus Komchadluek (Nation), Ekkapong Praditpong (2011) madchima.org forum (repeating Silpa-mag, Khaosod) Wikipedia: Yonok Wikipedia (Thai): มอม (สัตว์) Wikipedia (Thai): มกร Wikipedia (Thai): ลำยอง Wikipedia (Thai): ประตูโขง Wikipedia (Thai): หน้าบัน Wikipedia (Thai): คันทวย Wikipedia (Thai): ศิลปะล้านนา Wikipedia (Thai): วัดพระธาตุลำปางหลวง Fine Arts Department: lead glass in the north (2014) Wikipedia (Thai): ตุง Wikipedia (Thai): สัตตภัณฑ์ Wikipedia (Thai): สัตบริภัณฑ์ Naresuan University journal (2022) ThaiJO: MCU Journal of Peace Studies (2019) Wikipedia (Thai): พระเจ้าทันใจ Wikipedia (Thai): วัดบวกครกหลวง ThaiJO: article on Lanna lai kham (2022) KTC travel: twelve birth-year chedis Thai Rath Wikipedia (Thai): เถาะ ThaiJO: MCU article on Lanna chedis (2022) Wikipedia (Thai): เรือนไทยภาคเหนือ Royal Park Rajapruek Wikipedia: Kalae house Wikipedia (Thai): หำยนต์ ThaiJO: kalae-house terms (2026) Wikipedia: Wat Umong Wikipedia: Wat Phra Sing, Chiang Rai Wikipedia (Thai): กุน Wikipedia (Thai): ปีนักษัตร
ภาพ
หน้าบันไม้แกะสลักเป็นช่องสี่เหลี่ยม CC BY-SA 4.0 Shesmax · CC BY-SA 4.0นาคปูนปั้นชูเศียรข้างบันไดเจดีย์อิฐ CC BY-SA 2.0 Adam Jones · CC BY-SA 2.0ป้านลมปิดทอง ปลายม้วนเป็นหัวนาค CC BY-SA 3.0 Hdamm · CC BY-SA 3.0นาคออกจากปากมกรตามราวบันได CC BY-SA 3.0 Takeaway · CC BY-SA 3.0เจ็ดยอดเหนือฐานปูนปั้นรูปพระและเทวดา CC BY 2.0 Photo Dharma · CC BY 2.0ช้างปูนปั้นล้อมรอบฐานเจดีย์ CC BY 2.0 Photo Dharma · CC BY 2.0กระจกสีและทองประดับเป็นแถวกลีบบัว CC BY 2.0 Photo Dharma · CC BY 2.0ซุ้มโขงปูนปั้นสีขาว วัดพระธาตุหริภุญชัย CC BY 4.0 Supanut Arunoprayote · CC BY 4.0ตุงยาวเรียงสองข้างทางเดินในวัด CC0 Iudexvivorum · CC0หำยนต์แกะสลัก เคยติดเหนือประตูเรือน CC BY-SA 4.0 OraMAAG · CC BY-SA 4.0หน้าจั่วสองหลังมีกาแลไขว้ เรือนล้านนาที่ย้ายไปตั้งในกรุงเทพฯ CC0 Iudexvivorum · CC0เจดีย์กู่กุดขั้นบันได มีพระยืนในซุ้มทุกชั้น CC BY 4.0 Chainwit. · CC BY 4.0มกรคายนาค ทุกเกล็ดปิดทอง CC BY 2.0 Photo Dharma · CC BY 2.0ป้านลมนาคเรียงตามขอบหลังคาวิหาร CC BY 2.0 Photo Dharma · CC BY 2.0พระประธานหน้าผนังลายคำทองบนพื้นแดง CC BY-SA 3.0 Panupong Roopyai · CC BY-SA 3.0หลังคาซ้อนชั้นของวิหารลายคำ บนฐานสีขาว CC BY-SA 2.0 Dennis G. Jarvis · CC BY-SA 2.0เจดีย์วัดพระธาตุลำปางหลวงบนฐานขั้นบันได CC BY-SA 4.0 ErwinMeier · CC BY-SA 4.0เทวดาทรงครุฑบนหน้าบันสีแดงทอง CC BY-SA 4.0 ErwinMeier · CC BY-SA 4.0บันไดระหว่างนาคสองตัว ขึ้นไปสู่ซุ้มประตู CC BY-SA 4.0 ErwinMeier · CC BY-SA 4.0พระพุทธรูปสำริดแบบเชียงแสน ราวพุทธศตวรรษที่ 20–21 CC BY 2.0 Akuppa John Wigham · CC BY 2.0ตุงสีสดห้อยหน้าเจดีย์อิฐวัดโลกโมฬี CC0 Welcome to Thailand · CC0ยอดวัดแบบไทใหญ่สองวัด เหนือหนองน้ำ CC BY-SA 4.0 Cat2you · CC BY-SA 4.0วิหารไม้สักสีเข้มของวัดพันเตา CC BY-SA 3.0 Vichitsilp · CC BY-SA 3.0จิตรกรรมฝาผนังรูปวังและราชสำนัก CC BY 2.0 Photo Dharma · CC BY 2.0นาคเลื้อยลงตามบันไดวิหารหลังเล็ก CC0 Welcome to Thailand · CC0สิงห์หินบนแท่น CC BY-SA 4.0 Jakub Hałun · CC BY-SA 4.0วัดภูมินทร์ น่าน วิหารทรงจัตุรมุข CC BY-SA 3.0 Ellnik · CC BY-SA 3.0ภาพปู่ม่านย่าม่าน ชายกระซิบกับหญิง CC0 Index Librorum Permissorum · CC0วัดร่องขุ่นสีขาว เงาสะท้อนในสระ CC BY 4.0 Chainwit. · CC BY 4.0ราวนาคแขวนกระดิ่ง ปลายราวมีสิงห์เฝ้า CC BY 4.0 NaN Peacock · CC BY 4.0ภาพดุนเงินบนผนังอุโบสถ CC BY 2.0 Photo Dharma · CC BY 2.0อุโบสถเงิน วัดศรีสุพรรณ CC BY-SA 4.0 Christophe95 · CC BY-SA 4.0เศียรนาคปิดทองที่เชิงบันได แยกเขี้ยว CC BY-SA 4.0 Alex Kovacheva · CC BY-SA 4.0นาคสองตัวเฝ้าบันไดขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ CC BY-SA 4.0 Bienvenue en Thaïlande · CC BY-SA 4.0วิหารไม้วัดต้นเกว๋น มีนาคที่บันได CC BY-SA 3.0 Millevache · CC BY-SA 3.0ศาลาไทใหญ่หลังคาซ้อนชั้นบนฐานอิฐ CC BY-SA 3.0 Јованвб · CC BY-SA 3.0
อ่านต่อบนมดแดง